รับจํานองที่ดิน คือ

รับจํานองที่ดิน คือ

รับจํานองที่ดิน คือ ฝากขาย คือ การที่ผู้ฝากขาย (ผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์) ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของบ้าน ที่ดิน คอนโด และอสังหาริมทรัพย์อื่นๆฝากให้ผู้รับฝากขาย (ผู้แทนนายหน้าหรือบริษัทโบรกเกอร์อสังหาริมทรัพย์) ช่วยขายบ้านขาย ที่ดิน หรือคอนโดให้ ซึ่งผู้แทนคนกลางหรือบริษัทโบรกเกอร์อสังหาริมทรัพย์จะช่วยโปรโมทหรือโฆษณาให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์สามารถขายสินทรัพย์ได้ง่ายแล้วก็เร็วมากขึ้นเรื่อยๆ โดยผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์จะต้องเสียค่าคอมมิชชั่นให้ผู้แทนคนกลางราว 3 เปอร์เซ็นต์ ของหลักทรัพย์ที่ขายได้ โดยเจ้าของในหลักทรัพย์ไม่ได้โอนไปให้ผู้แทนคนกลาง แต่จะโอนให้ผู้บริโภคเมื่อขายเงินได้จริง ซึ่งการฝากขายต้องมีการทำความตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อกำเนิดความรู้ความเข้าใจกันอย่างแม่นยำแนวทางการขายฝากหรือการตกลงขายฝากซึ่งก็คือสัญญาซื้อขายซึ่งสิทธิแห่งความเป็นเจ้าของ ในเงินตกไปยังผู้ซื้อโดยผู้บริโภคตกลงในขณะลงนามว่า ผู้ขายมีสิทธิไถ่เงินนั้นคืนหรือซื้อทรัพย์สินนั้นคืน ได้ข้างในกำหนดเวลาเท่าใดแต่ต้องไม่เกินขณะที่ข้อบังคับกำหนดไว้ เช่น ขายบ้านพร้อมที่ดิน โดยมีข้อตกลงว่าถ้าหากผู้ขายอยากซื้อคืนคนซื้อจะยอมขายคืนแบบนี้นับว่าเป็นข้อตกลงให้ไถ่คืนได้สินทรัพย์ที่สามารถขายฝากได้มีอะไรบ้าง?สินทรัพย์ทุกชนิดสามารถเอามาขายฝากได้ อาทิเช่นที่ดิน บ้าน อพาร์ทเมนท์ คอนโด รถยนต์ เรือ เกวียน โทรทัศน์ อื่นๆอีกมากมาย ย่อมสามารถขายฝากได้เสมอ

รับจํานองที่ดิน คือ

สัญญาขายฝากมีนิยามบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 491 ว่า “อันว่าคำสัญญาขายฝากนั้นคือสัญญาซื้อขายซึ่งเจ้าของในทรัพย์สินตกไปยังคนซื้อ โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์สินนั้นคืนได้”จากนิยามข้างต้นจะเห็นได้ว่าสัญญาขายฝากมีลักษณะสำคัญ เป็นจะมองเห็นได้ว่าข้อตกลงขายฝากมีลักษณะสำคัญ คือ

1.ข้อตกลงขายฝากเป็นสัญญาซื้อขายอย่างหนึ่ง ก็เลยต้องนำบทบัญญัติเรื่องค้าขายมาใช้กับขายฝากด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณสมบัติของคู่สัญญาสำหรับในการที่จะเป็นผู้ซื้อหรือคนขาย ไม่ว่าในเรื่องจุดหมายที่สัญญาที่ควรเป็นเรื่องที่มีการโอนกรรมสิทธิ์แลกกับราคา ไม่ว่าในเรื่องเจตนา หรือแม้กระทั้งในเรื่องแบบที่ข้อบังคับบังคับไว้ก็จะต้องเป็นไปเช่นเดียวกับสัญญาซื้อขาย

ด้วยเหตุนั้น การขายฝากอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ประเภทพิเศษตามบทบัญญัติประเภทพิเศษตามบทบัญญัติมาตรา 456 วรรคหนึ่ง ก็จำเป็นที่จะต้องทำเป็นหนังสือแล้วก็ลงทะเบียนต่อบุคลากรเจ้าหน้าที่เหมือนกันกับสัญญาซื้อขาย ดังนี้ การที่มาตรา 491 กำหนดลักษณะประการหนึ่งของคำสัญญาขายฝากคือ การที่กรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ที่ขายตกเป็นของผู้บริโภค จึงเป็นการบอกเหตุว่า ในคำสัญญาขายฝากนั้นคนขายจะต้องเป็นเจ้าของเจ้าของในเงินเสมอ การขายฝากทรัพย์ที่คนขายฝากมิใช่ผู้ครอบครองจึงทำให้ไม่บางทีอาจทำได้ตามนัยแห่งมาตรานี้

2.ผู้ซื้อฝากแล้วก็ผู้ขายฝากได้ทำการตกลงกันไว้ว่าคนขายฝากสามารถที่จะไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากไว้แล้วคืนได้ในอนาคต ซึ่งข้อตกลงในกรณีนี้ควรจะเป็นกติกาที่คนซื้อแล้วก็คนขายได้ตกลงกันไว้แล้วตั้งแต่เวลาลงลายลักษณ์อักษรจำหน่าย ก็เลยจะมีผลให้ข้อตกลงที่ทำกันนั้นเป็นสัญญาขายฝากได้ ถ้าเกิดตอนที่ตกลงลงนามจำหน่ายกัน

คนซื้อรวมทั้งคนขายไม่ได้ตกลงกันในเรื่องที่ให้สิทธิแก่คนขายในการไถ่ทรัพย์สินคืนได้ คำสัญญาที่ทำกันแม้ว่าจะเขียนไว้ว่าเป็นสัญญาขายฝากก็มิใช่สัญญาขายฝากด้วยเหตุว่าขาดลักษณะของข้อตกลงขายฝากตามบทบัญญัติในมาตรา 491 ด้วยเหตุดังกล่าว ข้อตกลงที่ทำกันนั้นก็เลยเป็นเพียงแต่สัญญาซื้อขายธรรมดา

อันมีผลให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายโอนไปยังคนซื้อเมื่อทำสัญญาจำหน่าย และก็เป็นการโอนโดยเด็ดขาดตลอดกาล โดยผู้ขายไม่มีสิทธิอะไรก็ตามที่จะมาไถ่หรือขอคืนทรัพย์สินนั้นได้ในอนาคตอีกต่อไปอนึ่ง การที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491ข้อบังคับว่า “คนขายบางทีอาจไถ่ทรัพย์สมบัตินั้นคืนได้” คำว่า “อาจ”

บ่งบอกอยู่ในตัวแล้วว่า คนขายจะไถ่หรือไม่ก็ได้ พูดอีกนัยหนึ่ง เป็นสิทธิที่จะเลือกใช้หรือไม่ก็ได้ มิได้เป็นหน้าที่จำต้องมาไถ่เสมอไปแต่เมื่อผู้ขายมีและก็ใช้สิทธินั้นโดยชอบ ก็ย่อมเป็นหน้าที่ของคนซื้อที่จะจำต้องรับไถ่เมื่อคำสัญญาขายฝากเกิดขึ้นบริบูรณ์ ข้อตกลงขายฝากนั้นย่อมนำมาซึ่งการก่อให้เกิดผลของคำสัญญาขายฝากได้

สำหรับผลของคำสัญญาขายฝากนั้นมีอยู่ 2 ประการที่สำคัญ คือผลในทางทรัพย์สิน ก็คือ เจ้าของในเงินทองซึ่งขายย่อมโอนจากผู้ขายไปยังผู้บริโภคโดยทันทีเช่นเดียวกับสัญญาซื้อขายทั่วๆไปไม่ว่าผู้บริโภคจะได้จ่ายราคาแล้วหรือยัง หรือคนขายจะได้ส่งสินทรัพย์นั้นให้หรือยังตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา458 ที่ว่า “ กรรมสิทธิ์ในเงินทองที่ขายนั้น ย่อมโอนไปยังคนซื้อตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำข้อตกลงจำหน่ายกัน” โดยผู้ซื้อฝากย่อมอาศัยอำนาจความเป็นเจ้าจองกรรมสิทธิ์จัดการกับทรัพย์สินที่ตนซื้อฝากมาเช่นไรก็ได้ตามมายี่ห้อ 1336

ในกรณีที่คนขายเกรงว่า ทรัพย์สินจะเปลี่ยนมือไปยังผู้อื่นอีกทอด และก็อาจได้ผลเสียต่อตนในอันที่จะมาไถ่คืนในวันข้างหน้า กฎหมายจึงโอกาสให้คนขายฝากตกลงกับคนซื้อฝากห้ามไม่ให้ผู้ซื้อจัดจำหน่ายทรัพย์สินซึ่งขายฝากก็ได้ ดังบทบัญญัติในมาตรา493ซึ่งระบุว่า “ ในการขายฝาก คู่สัญญาจะตกลงกันไม่ให้ผู้บริโภคจัดจำหน่ายเงินซึ่งขายฝากก็ได้ อสังหาริมทรัพย์ หากรวมทั้งคนซื้อจำหน่ายเงินทองนั้นฝืนสัญญา ก็จะต้องยอมรับผิดต่อคนขายในความทรุดโทรมใดๆก็ตามอันเกิดแต่การนั้น”

สำหรับ “การจำหน่าย”ในความหมายของมาตรานี้นั้น น่าจะซึ่งก็คือ การจัดการใดๆเกี่ยวกับเงินทองที่ซื้อฝากนั้นโดยมีผลให้ทรัพย์สินนั้นหลุดไปตากผู้ซื้อ เป็นต้นว่า แนวทางการขาย การให้โดยความชอบพอ การแลกเปลี่ยน และก็สิทธิสำหรับการจำนำ จำนองด้วย แม้กระนั้นการจำหน่ายตามมายี่ห้อนี้ไม่หมายความถึง การทำลาย การใช้สินทรัพย์ให้หมดสิ้นไปผลในทางหนี้ เมื่อคำสัญญาขายฝากเกิดขึ้นสมบูรณ์แล้ว จะก่อหนี้สินให้แก่คู่สัญญาสองประการ คือ

1.หนี้สินที่เกิดขึ้นจากการซื้อขาย คือ ผู้ขายมีหนี้สินจำเป็นต้องส่งมอบทรัพย์สินหรือโอนการมีไว้ในครอบครองในเงินที่ขายฝากให้แก่คนซื้อ เพื่อผู้บริโภคฝากจะสามารถใช้อำนาจความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้อย่างเต็มเปี่ยม ส่วนผู้บริโภคฝากนั้นย่อมมีหน้าที่รับมอบเงินทองแล้วก็จำต้องชำระราคาให้แก่ผู้ขายฝากทันทีถ้าหากไม่ได้มีการระบุเงื่อนเวลาในการจ่ายราคาไว้

2.หนี้ที่เกิดจากกติกาให้คนขายฝากมีสิทธิไถ่สินทรัพย์นั้นคืน หนี้สินแบบนี้จะเกิดแก่ผู้บริโภคแต่ว่าฝ่ายเดียว กล่าวอีกนัยหนึ่ง คนซื้อมีหน้าที่จำเป็นต้องให้ผู้ขายฝากไถ่ทรัพย์สินคืนได้ภายในระยะเวลาที่ตกลงกันไว้หรือภายในช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนด ขณะที่ผู้ขายนั้นไม่มีหน้าที่จำต้องไถ่พูดอีกนัยหนึ่ง จะไถ่หรือไม่ก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 497 แล้ว มีบุคคล 3 จำพวกเท่านั้นที่ใช้สิทธิไถ่ทรัพย์สินคืนไปได้ เป็น

1.ผู้ขายเดิม หรือทายาทของผู้ขายเดิม โดยทั่วไปแล้ว บุคคลแรกที่มีสิทธิไถ่ทรัพย์สินคืนไปก็คือคนขายทรัพย์สินนั้นเอง แม้กระนั้นถ้าเกิดผู้ขายยังไม่ทันใช้สิทธิก็ตายซะก่อน สิทธินั้นย่อมเป็นมรดกแล้วก็สืบทอดสู่ทายาทของเขาโดยชอบด้วยกฎหมายลักษณะมรดก เพราะฉะนั้น ผู้สืบสกุลของคนขายจึงเป็นอีกคนหนึ่งที่ใช้สิทธิไถ่ได้ แต่ว่าจะต้องเมื่อผู้ขายตายแล้วเท่านั้น เว้นเสียแต่ว่าในระหว่างที่มีชีวิตอยู่ ผู้ขายได้โอนสิทธิไถ่นั้นให้แก่คนอื่นๆไปแล้ว ในกรณีแบบนี้ คนขายย่อมไม่มีสิทธิไถ่อีก เพียงพอเขาตายลง ก็ย่อมไม่มีสิทธิไถ่เหลือให้ตกทอดเป็นมรดกอีก และผู้สืบสกุลเขาจึงไม่มีสิทธิไถ่ไปด้วย

2.คนรับโอนสิทธิไถ่ หากผู้ขายได้โอนสิทธิไถ่ให้แก่คนอื่น คนขายก็จะหมดสิทธิไถ่ไป แล้วก็ผู้รับโอนสิทธิไถ่ย่อมเข้าสวมสิทธินั้นแทน

3.บุคคลซึ่งในคำสัญญายินยอมไว้โดยเฉพาะอย่างยิ่งว่าให้ใช้สิทธิไถ่ได้ ผู้ซื้อกับคนขายบางทีอาจตกลงกันไว้เดิมทีก็ได้ว่า ให้บุคคลภายนอกมีสิทธิไถ่ เรียกว่าเป็นข้อตกลงเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกถ้าเกิดบุคคลภายนอกนั้นตกลงจะรับสิทธิไถ่ก็จำต้องบอกเจตนาอย่างนั้นให้ผู้ซื้อทราบตามมาตรา374

เมื่อบุคคลภายนอกแสดงเจตจำนงแล้ว ผู้ซื้อกับคนขายจะตกลงกันเพื่อเปลี่ยนแปลงหรือหยุดสิทธิไถ่ของบุคคลภายนอกไม่ได้อีก มาตรา375 รวมทั้งจะทำให้ผู้ขายหมดสิทธิไถ่ตรงกันข้าม ถ้าหากบุคคลภายนอกไม่บอกเจตนา คนขายก็ยังมีสิทธิไถ่อยู่ต่อไปส่วนบุคคลผู้มีบทบาทให้ไถ่เงินคืนตามสัญญาขายฝาก อย่างเช่น ผู้ซื้อเดิม หรือทายาทของผู้บริโภคเดิม หรือคนรับโอนเงิน หรือรับโอนสิทธิเหนือทรัพย์สินนั้น แม้กระนั้นถ้าเกิดเป็นสังหาริมทรัพย์จะใช้สิทธิได้ต่อเมื่อคนรับโอนได้รู้ในเวลาโอนว่าสินทรัพย์ตกอยู่ในบังคับที่สิทธิไถ่คืน ตามมาตรา 498

สำหรับการไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากนั้น ผู้ขายแม้จะมีสิทธิในการไถ่สินทรัพย์คืน

แม้กระนั้นผู้ขายก็จำเป็นจะต้องใช้สิทธิภายในช่วงระยะเวลาที่ระบุด้วยจึงจะถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิไถ่โดยชอบ สำหรับเวลาที่กำหนดนี้คู่สัญญาขายฝากอาจจะได้กำหนดไว้แล้วในคำสัญญา หรือถ้ามิได้กำหนดไว้เวลาในการไถ่ก็ต้องเป็นไปตรงเวลาที่ข้อบังคับระบุ ซึ่งถ้าเกิดเงินทองอันเป็นวัตถุที่ข้อตกลงขายฝากนั้นเป็นอสังหาริมทรัพย์

ผู้มีสิทธิไถ่จึงควรใช้สิทธิสำหรับการไถ่เงินนั้นข้างใน 10 ปี นับแต่วันลงนามขายฝาก รวมทั้งถ้าเกิดทรัพย์สินอันเป็นวัตถุที่สัญญานั้นเป็นสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าเป็นสังหาริมทรัพย์ปกติหรือสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ กำหนดเวลาสำหรับเพื่อการไถ่สินทรัพย์ คือ 3ปี นับแต่เวลาทำความตกลงขายฝาก ตามมาตรา 494การกำหนดสินไถ่นั้น

ผู้ขายฝากหรือผู้มีสิทธิไถ่สามารถตกลงกำหนดในข้อตกลงได้ว่าจะไถ่สินทรัพย์ที่ขายฝากด้วยเงินปริมาณเท่าไรซึ่งเดิมข้อบังคับไม่ได้ควบคุมไว้ คู่สัญญาจะตกลงกันเยอะแค่ไหนหรือให้คำนวณกันเช่นไรก็ได้ เช่น ให้คิดสินไถ่เป็นดอกเบี้ยของราคาขายหรือกำหนดจำนวนสินไถ่สูงยิ่งกว่าราคาขายก็ทำได้

ซึ่งผู้ซื้อฝากมักกำหนดสินไถ่ในปริมาณค่อนข้างสูงจนในบางครั้งผู้ขายฝากไม่สามารถไถ่ถอนทรัพย์สินคืนได้เพราะเป็นไปไม่ได้สำหรับผู้ขายฝากที่มีฐานะยากจนข้นแค้นหรือมีความอ่อนแอกว่าในทางเศรษฐกิจจะสามารถหาเงินปริมาณอย่างใหญ่โตมาไถ่คืนได้ ด้วยเหตุข้างต้น ก็เลยมีการวิพากษ์วิจารณ์เสมอมาว่า

กฎหมายลักษณะขายฝากส่งเสริมประโยชน์คนซื้อซึ่งมักเป็นนายทุน แต่ว่าซ้ำเติมคนขายซึ่งมักเป็นคนยากเย็นแสนเข็ญ ทำให้คำสัญญาขายฝากเป็นข้อตกลงที่ก่อกำเนิดความอยุติธรรมขึ้นในสังคมในปี 2541 ก็เลยมีการปรับแก้เสริมเติมมาตรา 499 เพื่อก่อให้เกิดความยุติธรรมแก่คนขายฝากและก็เพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบจากผู้ซื้อฝากมากจนเกินไป

โดยเพิ่มวรรคสองเข้าไปว่า “ถ้าปรากฏในเวลาไถ่ว่าสินไถ่หรือราคาขายฝากที่กำหนดไว้สูงยิ่งกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงเกินอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี ให้ไถ่ได้ตามราคาขายฝากที่แท้จริงรวมประโยชน์ทดแทนหนึ่งส่วนสิบห้าต่อปี”ทั้งยังพระราชบัญญัติกล่าวถึงข้อสัญญาที่ไม่ยุติธรรม พุทธศักราช 2540 ได้มีบทบัญญัติที่บัญญัติขึ้นเพื่อปกป้องผู้ขายฝากด้วย ดังนี้มาตรา 4 ข้อกำหนดว่า“ข้อตกลงในข้อตกลงระหว่างลูกค้ากับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป

หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดคำสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้บริโภคฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกข้างหนึ่งเกินควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม แล้วก็ให้มีผลบังคับได้เพียงแต่เท่าที่ชอบธรรมแล้วก็พอเหมาะพอควรแก่กรณีเท่านั้นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือแบกรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะควรคาดหวังได้ตามปกติ เป็นกติกาที่บางทีอาจถือได้ว่าทำให้ดีกว่าคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง

(6) ข้อตกลงในสัญญาขายฝากที่ผู้บริโภคฝากกำหนดราคาสินไถ่สูงยิ่งกว่าราคาขายบวกอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละสิบห้าต่อปี”ดังนั้น ในกรณีของสัญญาขายฝากนั้นจำเป็นจะต้องใคร่ครวญบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์พร้อมพ.ร.บ.ปรับปรุงเพิ่มเติมอีกประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ( ฉบับที่ 12)

พุทธศักราช2541 พร้อมทั้งพระราชบัญญัติเกี่ยวกับข้อสัญญาที่ไม่ธรรม พุทธศักราช2540 ด้วย รวมทั้งเนื่องมาจากพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมนั้นเป็นข้อบังคับพิเศษรวมทั้งเป็นบทละเว้นก็เลยต้องใช้ก่อน ดังนั้น แม้มีข้อสัญญาใดที่มีลักษณะที่คนซื้อฝากเอารัดเอาเปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งมากจนเกินไป ผู้ขายฝากก็สามารถจะฟ้องคดีเพื่อศาลประยุกต์ข้อสัญญานั้นเพียงแต่เท่าที่ยุติธรรมรวมทั้งพอควรแก่กรณีได้ทั้งนี้ ถ้าคู่สัญญาไม่ได้ตกลงสินไถ่กันไว้ มาตรา499 วรรคหนึ่งได้กำหนดสินไถ่ให้พอๆกับราคาขายฝาก

สำหรับวิธีการสำหรับการใช้สิทธิไถ่อันจะถือว่าเป็นสิทธิไถ่โดยถูกใจรวมทั้งทำให้เกิดผลเป็นการไถ่ตามมาได้นั้นควรจะเป็นการแสดงความจงใจใช้สิทธิไถ่โดยบุคคลผู้มีสิทธิแล้วก็ได้แสดงเจตจำนงต่อบุคคลผู้มีบทบาทรับไถ่ตามเวลาที่ระบุในสัญญากับทั้งยังผู้ไถ่ต้องอยู่ในฐานะจ่ายและชำระหนี้ของตนเองได้หรือหากคนรับไถ่ไม่รับใช้หนี้ใช้สิน หรือมีความขัดข้องประการอื่น จะวางสินไถ่ไว้ที่ที่ทำการวางสมบัติพัสถานแทนได้ตามมายี่ห้อ 492 โดยเจ้าหน้าที่วางทรัพย์แจ้งให้คนรับไถ่ทราบถึงการวางทรัพย์สมบัติโดยพลันเมื่อไถ่โดยชอบแล้ว ไม่ว่าเงินทองที่ไถ่นั้นเป็นสังหาริมทรัพย์ธรรมดา สังหาริมทรัพย์พิเศษ

หรืออสังหาริมทรัพย์ ผู้ไถ่ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในเงินทองซึ่งไถ่นั้นในทันทีโดยผู้ไถ่ย่อมอาศัยอำนาจความเป็นเจ้าของเจ้าของเรียกให้คนรับไถ่จำเป็นต้องลงทะเบียนโอนคืนกลับให้ได้ อนึ่ง ทรัพย์สินซึ่งไถ่นั้น ถ้ามีสิทธิอื่นติดพันอยู่ ย่อมเป็นอุปสรรคต่อกรรมสิทธิ์ของผู้ไถ่ได้ เป็นต้นว่า การที่ผู้ซื้อฝากลงทะเบียนให้ญาติโกโหติกามีสิทธิอาศัยในบ้านที่ซื้อฝาก ถ้าหากผู้ไถ่มาไถ่ไปแล้วยังมีบุคคลอื่นพักอยู่เช่นนี้ ย่อมเป็นปกติที่เขาจะไม่สามารถที่จะเข้าใช้สอยบ้านได้ มาตรา502 วรรคหนึ่ง

ก็เลยข้อบังคับว่า เมื่อผู้ไถ่ไถ่เงินไปโดยชอบแล้ว รับจํานองที่ดิน ผู้ไถ่ย่อมได้รับเงินทองคืนไปโดยที่สินทรัพย์นั้นปลอดจากสิทธิทั้งปวงที่ผู้บริโภคได้ก่อขึ้นก่อนมีการไถ่ ดังนี้ ในกรณีที่สิทธิซึ่งติดพันสินทรัพย์นั้นเป็นสิทธิตามสัญญาเช่า หากการเช่าเงินทองซึ่งขายฝากนั้นได้ลงทะเบียนกับบุคลากรข้าราชการ และก็มิได้ทำขึ้นเพราะว่าหวังจะให้คนขายเสียหายแล้ว

หากสัญญาเช่ายังไม่สิ้นสุดลงในเวลาไถ่ ก็ให้ถือว่าสัญญาเช่าบริบูรณ์อยู่ถัดไป แม้กระนั้นไม่เกินหนึ่งปีแนวทางการขายฝากถือเป็นช่องทางหนึ่งในทางเลือกในการจัดหาเงินลงทุนของผู้กู้ แต่วิธีขายฝากก็มีข้อเสียสำหรับผู้ขายฝาก เพราะผู้บริโภคฝากจะได้เจ้าของในสินทรัพย์ที่ขายฝากมาเป็นของผู้บริโภคฝากทันที

โดยเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมามีความพากเพียรยกเลิกข้อบังคับขายฝาก รวมทั้งชี้ว่าเป็นต้นเหตุของการยึดบ้านแล้วก็ที่ดินโดยไม่ต้องบังคับขายทอดตลาดก่อน ฉะนั้นก่อนที่จะลงลายลักษณ์อักษรขายฝาก ก็ควรศึกษาค้นคว้าข้อบังคับที่เกี่ยวพัน ผล แล้วก็ภาระผูกพันที่อาจจะมีการเกิดขึ้นจากการทำความตกลงขายฝากนั้นๆทั้งรัฐบาลควรมีแนวนโยบายเกื้อหนุนให้มีแหล่งสินเชื่อสำหรับในการกู้เงินให้แก่ราษฎรเยอะขึ้นด้วย ซึ่งจะใช้แนวทางจดจำท่วมเงินกู้ยืม ซึ่งการบังคับหลักประกันนั้นต้องฟ้องบังคับคดีรวมทั้งขายทอดตลาดที่ดินโดยที่กรรมสิทธิ์จะยังเป็นของผู้กู้ตลอดเวลา ซึ่งพลเมืองบางทีอาจไม่ไปกู้หนี้ยืมสินโดยขั้นตอนการขายฝาก

จับใจความแตกต่างกันของวิธีขายฝากกับฝากขาย

1.แนวทางการขายฝากเป็นการทำนิติกรรมกู้เงินอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นการลงลายลักษณ์อักษรระหว่างผู้ขายฝาก (ลูกหนี้) กับผู้รับขายฝาก (เจ้าหนี้) แม้กระนั้นการฝากขายเป็นการที่ผู้ฝากขาย (เจ้าของทรัพย์สิน) ให้ผู้รับฝากขาย (ผู้แทนคนกลาง) ช่วยขายเงินแทน โดยได้ค่าแรงงานเป็นกำไรจากผู้ฝากขาย

2.วิธีขายฝากผู้ขายฝากจำต้องโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินให้คนรับขายฝาก โดยได้รับวงเงินอนุมัติสูงขึ้นมากยิ่งกว่าราคาประเมินโดยไม่ต้องผ่านธนาคาร ซึ่งผู้ขายฝากสามารถไถ่ถอนเงินทองคืนได้ตามเวลากำหนด แม้กระนั้นการฝากขายผู้ฝากขายไม่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้รับฝากขาย ผู้รับฝากขายไม่ใช่ลูกหนี้ถือเป็นผู้แทนเท่านั้น ซึ่งเจ้าของจะเป็นของผู้บริโภคเมื่อกระทำขายทรัพย์สินได้จริง

3.หน้าที่ของคนขายฝาก คือจะต้องใช้หนี้ใช้สินให้ผู้รับขายฝากตามช่วงเวลาที่กำหนด จึงจะสามารถไถ่คืนสินทรัพย์คืนได้ ข้างหน้าที่ของผู้ฝากขาย คือจำต้องปฏิบัติตามสัญญาที่ทำไว้กับผู้รับฝากขาย ตัวอย่างเช่น ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการให้กำไรส่วนแบ่งของสินทรัพย์ที่ขายได้

4.สรุปแล้ว การขายฝากกับการฝากขาย เป็นคำที่มีความหมายแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ซึ่งแต่ละแบบก็มีวัตถุประสงค์สำหรับการทำงานที่ไม่เหมือนกัน หวังว่านักอ่านจะเลือกใช้คำได้อย่างถูกต้อง แล้วก็รู้เรื่องความหมายของคำว่าขายฝาก กับ ฝากขาย กันอย่างชัดแจ้งมากขึ้น

Related Post

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *